บทที่ 1 นี่น่ะหรือ… เผ่าเทพ
ฉางซีทอดสายตามองภาพตรงหน้า น้ำตาเอ่อรื้นก่อนจะไหลรินลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
นี่น่ะหรือ… เผ่าเทพ
เผ่าเทพที่นางเคยยอมเอาชีวิตเข้าแลก ต่อสู้กับเผ่ามารครั้งแล้วครั้งเล่า เลือดเนื้อที่สูญเสีย บาดแผลที่ฝากไว้บนกาย ล้วนเพื่อปกป้องพวกเขา เพื่อรักษาสามโลกให้สงบสุข
ทว่าในวันนี้ สิ่งที่นางได้รับกลับมีเพียงคำกล่าวหา การใส่ร้าย และเสียงโห่ร้องให้ประหาร
สิ่งที่นางเคยทำดีไว้ เทพเซียนเหล่านี้ไม่เคยจดจำ
สิ่งที่นางเคยเสียสละ กลับถูกลืมเลือนไปอย่างไร้ค่า
ศรัทธาที่นางมีต่อสวรรค์… ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี
หัวใจของฉางซีเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลใดในกาย
“กระชากปีกเซียนของนางซะ”
เสียงสั่งการของเทพสูงสุดดังขึ้นอย่างไร้ความลังเล ประหนึ่งตัดสินชะตาชีวิตของสิ่งหนึ่งที่ไร้ค่า
ฉางซีแค่นหัวเราะออกมาเสียงดัง แผ่วพร่าและบิดเบี้ยว ราวกับกำลังเย้ยหยันทั้งตนเองและสวรรค์เบื้องหน้า
การถูกกระชากปีกเซียน…
นั่นไม่ใช่เพียงการลงโทษ หากคือการถอดถอนแก่นแท้ของการเป็นเซียน เป็นการดึงกระดูกแห่งสวรรค์ออกจากร่าง พลังบำเพ็ญที่สั่งสมมานับหมื่นปี พลังที่ไหลเวียนในเส้นลมปราณ จะสลายหายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยมีอยู่ และจะกลายเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
หากคิดจะรวบรวมพลังเหล่านั้นกลับคืน จำต้องออกตามหาของวิเศษทั้งห้าชิ้น เพื่อดึงแก่นพลังกลับมาหลอมรวมใหม่
ทว่า…
ตั้งแต่กำเนิดสามโลกมา ยังไม่เคยมีผู้ใดทำสำเร็จ
ไม่เคยมีผู้ใด… กลับมาเป็นเซียนได้อีกครั้ง
เทพสององค์ก้าวเข้ามา สีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ มือจับยึดร่างของฉางซีไว้แน่น พลังสวรรค์แทรกซึมเข้าสู่ร่าง ก่อนจะเริ่มดึง “กระดูกปีกเซียน” ออกจากแก่นกาย
ความเจ็บปวดนั้น ไม่อาจเทียบกับการถูกฟ้าผ่า หรือคมดาบใดในสามโลก
มันคือความรู้สึกที่ราวกับถูกฉีกกระชากทั้งร่างและวิญญาณพร้อมกัน เส้นลมปราณแตกสลาย พลังเวียนย้อนกลับอย่างควบคุมไม่ได้ ความเจ็บแล่นทะลุทุกส่วนของสติ ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบิดขยี้แก่นวิญญาณของนางทีละชั้น
“อ๊าก…!”
ฉางซีกรีดร้องสุดเสียง เสียงนั้นแหลมคมจนสะท้อนก้องไปทั่วแดนสวรรค์
สติของนางแตกกระจาย สมองไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีก นอกจากจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความเจ็บปวดอันไร้ขอบเขต ความเจ็บที่ไม่อาจอธิบายเป็นถ้อยคำได้ แม้แต่การกรีดร้องก็ไม่อาจระบายมันออกมาได้ทั้งหมด
โลกทั้งใบของฉางซีในยามนี้ เหลือเพียงความทรมานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด ราวกับสวรรค์ตั้งใจจะบดขยี้นางให้แตกสลาย
และเมื่อการทรมานอันแสนสาหัสสิ้นสุดลง ฉางซีก็แทบไม่เหลือพลังใดอีกแล้ว
แม้แต่แรงจะลืมตา นางก็แทบไม่มี ร่างกายเหมือนถูกคว้านเอาทุกสิ่งออกไป เหลือเพียงเปลือกที่ว่างเปล่า
ท่ามกลางสติที่เลือนราง หูของนางยังคงได้ยินคำสั่งถัดไปอย่างแผ่วเบา หากชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
“โยนนางลงเหวอเวจี”
เหวอเวจี…
ฟังดูไม่ใช่การประหารชีวิต ทว่าความจริงแล้ว มันกลับเลวร้ายยิ่งกว่าความตายเสียอีก
ที่นั่นไม่มีสิ่งใดดีงาม ไม่มีแสง ไม่มีความอบอุ่น มีเพียงความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุด
มีเพียงเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา ว่าผู้ใดถูกโยนลงไป แม้ไม่ตายในทันที ก็จะต้องตายลงในไม่ช้า ตายอย่างโดดเดี่ยว ตายอย่างถูกลืมเลือน
เทพลงทัณฑ์ผู้หนึ่งก้าวเข้ามา ในมือคือโซ่หนาหนัก พร้อมลูกตุ้มขนาดยักษ์ที่แผ่พลังอาฆาตออกมา ก่อนจะคล้องมันเข้ากับร่างของฉางซี ถ่วงขานางไว้แน่นหนา
จากนั้น เชือกยักษ์ที่พันธนาการนางอยู่ก็ถูกปลดออก
ร่างของฉางซีร่วงลงกระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง นางไม่อาจลุกขึ้น ไม่อาจต่อต้าน หรือแม้แต่จะขยับนิ้วมือ
แล้วในวินาทีถัดมา ร่างนั้นก็ถูกลากไปอย่างไร้ปรานี มุ่งหน้าสู่ขอบเหวอเวจี
ยามนี้… นางไร้ทางรอดแล้ว ไร้หนทางแล้วจริง ๆ หากไม่อดตาย ก็คงถูกลูกตุ้มหนักอึ้งนี้ถ่วงจนร่างแหลกสลายอยู่ในห้วงความมืด
เหตุใด… ไม่เลือกประหารข้าให้สิ้นไปเสีย
เสียงนั้นดังขึ้นในใจฉางซี ก่อนที่นางจะหัวเราะออกมาเบา ๆ เพียงลำพัง เสียงหัวเราะที่ทั้งขมขื่น ทั้งว่างเปล่า
แต่ท่ามกลางความสิ้นหวังอันมืดมิดนั้นเอง
เปลวไฟหนึ่งกลับลุกโชนขึ้นอย่างเงียบงันในดวงตาของนาง
ไฟที่ไม่ใช่ความแค้นเพียงอย่างเดียว แต่คือความแน่วแน่ คือศรัทธาในตัวเองที่ไม่อาจถูกทำลายได้
“หากมีโอกาส…”
ริมฝีปากที่เปื้อนโลหิตขยับขึ้นเล็กน้อย ดวงตาที่แดงฉานฉายแววแข็งกร้าว ดุจคมดาบที่ยังไม่ยอมแตกหัก
“ข้าจะทำให้พวกเจ้าเห็นอีกครั้ง ว่าครั้งหนึ่ง ข้าเคยดีต่อพวกเจ้าเพียงใด และในวันนั้น พวกเจ้าจะต้องกลับมาศรัทธาในตัวข้า และก้มหัวให้ข้าอีกครั้ง!”
